Posts Tagged Personal
Intention 2009
ก่อนจะสิ้นปี ก็จะขอกำหนดสิ่งที่อยากจะทำในปีต่อไปดีกว่า การกำหนดว่าอยากจะทำอะไรในปีถัดไป มันทำให้ชีวิตดูมีเป้าหมายดีเหมือนกันนะ อาจจะได้บ้างไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร ก็พยายามทำให้ตรงตามเป้าหมายไปก็พอแล้ว
เอาล่ะ สิ่งที่อยากจะทำในปี 2009 มีดังนี้
1. ฟิตเนสร่างกาย – ที่ผ่านมาก็ทำแล้ว ไม่ได้แย่นักแต่ก็รู้สึกว่ายังไม่พอ อย่างแรกคือ ฟิตเนสขุน 6-packs ขึ้นมาที่หน้าท้องให้ได้เลย
2. ซื้อ iPhone และหากินกับมันให้ได้มากที่สุด – อันนี้ซื้อแน่ไม่ต้องห่วง แต่เรื่องหากินกับมันไม่รู้จะทำได้แค่ไหน เอาเป็นว่า ตั้งเป้าเอาไว้เลยละกันว่าปีหน้าจะเขียน App iPhone ขึ้น App Store อย่างน้อยที่สุด 3 ตัว
3. ซื้อ Macbook ใหม่, D90 – รายการสินค้ายั่วกิเลส อยากได้นะแต่ตังไม่มี ก็ขอตั้งเป้าเอาไว้นั่นแหละว่าอยากจะได้ Macbook เนี่ย ค่อนข้างอยากได้และรู้สึกว่าจำเป็น เพราะตอนนี้ตัวเก่าก็เกือบจะสามขวบแล้ว กรอบแตก แบตบวม HDD ก็ไม่ค่อยจะพอ ซ่อมก็ไม่รู้จะคุ้มมั้ย เพราะสินค้า Apple แต่ละอย่างราคาสุดโหดทั้งนั้น เพื่อการทำงานที่ราบรื่นขึ้น ถอยเครื่องใหม่ได้คงดี ส่วนกล้อง D90 เนี่ยยังไม่ซีเรียสมาก เพราะมี D70 อยู่แล้ว ใช้งานได้ดีอยู่ เป็นกล้องฝึกเซียนเลยทีเดียว แต่บางทีก็อยากจะถ่ายปุ๊บสวยปั๊บเลยน่ะนะ
4. จากปี 2008 เรื่องรื้อฟื้นคณิตศาสตร์ – ขอหยวนๆเป็นอ่านหนังสือเยอะๆละกัน เป็นอ่านหนังสืออะไรก็ได้ แต่ขอเป็นอาทิตย์ละเล่มละกัน ตั้งแต่เรียนจบรู้สึกว่าขยันอ่านหนังสือขึ้นเยอะ ถ้าตอนเรียนขยันอ่านหนังสือได้เท่านี้เกรดคงดีพิลึกเลย
5. หัดขับรถ – ต้องหัดซักทีแล้ว ไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่ทำไมข้อนี้ล้มเหลวตลอดเลย ไม่เข้าใจ
6. กลับบ้าน(ที่กรุงเทพ), โทรคุยกับพ่อ-แม่บ่อยๆ – นี่ก็ไม่ยากอีกเช่นกัน แต่ทำไมทำไม่ได้ก็ไม่รู้ แรกๆถ้าไม่โทรหาหรือไม่กลับก็จะงอนหรือไม่ก็ด่า ทำให้เรารู้สึกผิด หลังๆนี่นอกจากไม่ด่า ถ้ากลับมาแล้วยังจะหาโน่นหานี่ให้กินอีก รู้สึกผิดยิ่งกว่าเดิมอีก ดังนั้นปีหน้าก็เปลี่ยนโปรโทรศัพท์และก็กลับบ้านบ่อยๆดีกว่า
7. พัฒนา Blog ส่วนตัว – คิดว่าคงถึงเวลาที่ต้องพัฒนา Blog ส่วนตัวนี่บ้างแล้ว อยากจดเป็น .com นะ (.info ก็ได้) แล้วก็เพิ่มเนื้อหาส่วนที่เป็นประโยชน์เข้าไปเยอะๆ ทำให้มันดูเป็นทางการ เป็นพื้นที่ในโลก Cyber ของเราเอง เผื่อว่ามันจะเป็นทางนึงให้เราได้รู้จักใครๆมากขึ้น เหมือนกับที่นี่ ที่ได้เจอคอหนอนหนังสือเพิ่มขึ้นอีกคน (เผื่อจะมีคอโปรแกรมเมอร์กับเขาด้วย)
8. หัดภาษาอังกฤษ – ที่ผ่านมาฝึกด้วยการอ่านและการใช้ ถูกมั่งผิดมั่งก็ว่ากันไป คราวนี้อาจจะไปเทคคอร์สภาษาอังกฤษจริงๆจังๆดู เพื่อประโยชน์ในการโพส Entry ในข้อ 7 ด้วย เรื่องบางเรื่องโพสไปคนไทยก็ไม่สนใจ คนต่างชาติเขาอาจจะสนใจก็ได้
9. ซิ้อกีตาร์ + เรียนดนตรี – ตั้งใจไว้ว่าอยากเรียน ตอนนี้มันก็พอเล่นได้แหละ แต่ไม่เก่ง อยากเล่นดนตรีเก่งๆบ้าง ไม่ต้องเก่งมากก็ได้ เอาเป็นว่า พอไปเล่นในห้องซ้อมกับเพื่อนแล้วเล่นสนุกหรือออกไปเล่นตามงานเล็กๆก็ไม่ได้ขายขี้หน้าเขา เอาแค่นี้ก็พอแล้ว
10. รู้จักคนใหม่ๆซะบ้าง – ที่จริงข้อนี้มันต้องทำอยู่แล้ว เพราะเป็นเป้าหมายที่กำลังทำอยู่และไม่มีวันเสร็จดีด้วย เพราะต้องทำตลอดไป หยุดไม่ได้หรอก เอาเป็นว่า “หัดเข้าสังคมและพัฒนาอัธยาศัยกับคนอื่นๆ” น่าจะดูดีกว่านะ
11. เก็บเงิน – จะใช้เงินยังไงก็ได้ แต่สิ้นปีหน้าขอเงินในบัญชีซัก 50,000 ละกัน ขาดได้นิดหน่อย เกินได้เยอะๆเลย
12. ปั้นโปรเจค iPhone Development ใน Kid In Digital ให้สำเร็จ – ตั้งเป้าหมายใหม่ในบริษัทไว้แล้ว คราวนี้จะปั้นมันให้สำเร็จให้ได้
1 ปี 12 เดือน กับความตั้งใจของคน 1 คน 12 ข้อ ไม่มากเกินไปหรอก ถ้าตั้งใจจะทำมากกว่านี้ก็ได้แต่เอาเป็นว่า แค่นี้ก่อนละกัน
Add comment ธันวาคม 31, 2008
อย่ามั่วสิครับ คุณสือ
จากที่ยุ่งๆอยู่ พออ่านหนังสือพิมพ์ไปเจอคอลัมน์นึง ก็ตกใจจนต้องมาเขียน Blog ซะหน่อย
บังเอิญว่าไปอ่านคอลัมน์ตอบปัญหาคอมพิวเตอร์ ไม่บอกแล้วกันว่าคอลัมน์อะไร บอกแค่ว่าฉบับวันศุกร์ที่ 19 ธ.ค. พอแล้วกัน มีน้องเขามาถามว่า อยากได้โน๊ตบุคซักเครื่องนึง เล็ง VAIO เอาไว้ คิดว่าเป็นอย่างไร บ้าง บวกกับน้องเขาศึกษาข้อดีข้อเสียของยี่ห้ออื่นๆในท้องตลาดแล้ว ทั้ง HP, Acer, etc… รวมไปถึง Apple!! แล้วสาเหตุที่น้องเขาอยากได้โน๊ตบุคเพราะเขาสนใจด้านการเขียนโปรแกรม ตอนนี้น้องเขาเพิ่งจะขึ้น ม.ปลายเท่านั้นเอง
ส่วนคำตอบที่น้องเขาได้รับก็แบ่งเป็นประเด็นๆ คือ เครื่องที่น้องเขาเล็งไว้ (VAIO) ก็แรงดีแถมสเป็คใหม่ อัพโน่นอัพนี่ และใช้ได้อีกนาน เสียอย่างเดียว แพง แต่ถ้างบถึงก็ซื้อได้เลย
จากที่ตอบข้างต้นก็ไม่ได้ว่าอะไร ถ้าไม่มีประโยครั้งท้ายว่า “Apple คงจะไม่เหมาะถ้าจะเขียนโปรแกรม”
ฟังอย่างงี้ผมก็งงสิครับ เครื่องแมคไม่เหมาะจะเขียนโปรแกรมยังไง ผมเองก็ไม่ใช่สาวกแมคจ๋าขนาดไหนนะครับ แต่ก็เล่น OS มาพอสมควร ทั้ง Windows, Linux และ OSX นอกจากนั้นก็เขียนโปรแกรมมาทั้ง 3 Platform อาจจะไม่ใช่โปรแกรมใหญ่ๆ แต่ก็เคยทำงานกันมา พูดได้เต็มปากครับ ว่า “Platform ไม่เกี่ยว!!” จริงอยู่การพัฒนา Application มันต้องดู Platform ด้วย แต่ปัจจัยมันไม่ได้อยู่ที่ภาษานะครับ ภาษามันทำงานได้แทบทุก Platform แหละ แต่ปัจจัยมันอยู่ที่ Framework ตะหาก
ผมหวังให้น้องคนนั้นได้ฟลุคมาอ่าน Entry ผมบ้างนะครับ อยากจะบอกว่า สำหรับการศึกษาการโปรแกรมมิ่ง ต้องแยกกันเรียนระหว่าง “ภาษา” กับ “Framework” อย่างจะเห็นได้ว่า ใน Windows มี Framework เป็น .NET อย่างที่รู้จักกัน OSX ก็จะมี Cocoa เป็น Framework ซึ่ง Framework เหล่านี้ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับ Environment ของ OS เพื่อเป็นโครงสร้างให้กับโปรแกรมของเรา นั่นแหละครับ นั่นก็หมายความว่า “ถึงเราจะใช้แค่ ภาษา C++ อย่างเดียว เราก็สามารถเอามาทำงานได้ ทั้ง Windows และ Mac นั่นแหละ” ขึ้นกับว่าจะเอาไปใส่ลงใน Framework ยังไงเท่านั้นเอง จากที่กล่าวมาข้างต้นในทำนองเดียวกันนะครับ “การจะหัดเขียนโปรแกรมบนเครื่องแบบไหน Platform ไหนก็สามารถประยุกต์ใช้ข้าม Platform ได้เช่นกัน” เพราะฉะนั้นที่บอกว่า “เครื่อง Apple ไม่เหมาะกับการเขียนโปรแกรม ผมเถียงขาดใจครับ”
สาเหตุที่สองที่ต้องเอามาเขียนเพราะเสียดายครับ ถ้าจะไปปิดตาน้องเขาไม่ให้รู้จัก OS อื่นๆบ้าง จะไม่ใช้ Mac ก็ไม่ว่าครับ น้องจะซื้อเครื่องธรรมดามาลง Linux บ้างก็ได้ Ubuntu, Fedora หรืออะไรก็ได้ครับ แต่ถ้าน้องรู้จัก OS ที่มัน Based on Unix ซะตั้งแต่เนิ่นๆ จะมีประโยชน์กับน้องเขามากๆครับ ทุกวันนี้ Server ที่ทำงานด้วย OS ที่ Based on Unix มีอยู่เยอะแยะ และคนส่วนมากมักจะกลัว OS ที่มันไม่ใช่ Windows การที่น้องกล้าจะลองของใหม่ๆผมถือเป็นเรื่องดีที่น่าเสียดายถ้าน้องเขาไม่ได้ทำ กว่าผมจะมาลองเล่น OS อื่นๆก็ตั้งปีสองโน่นแน่ะ ลองแล้วผมไม่กลับไปใช้ Windows เลยด้วยซ้ำ(นอกจากเล่นเกมส์) ไม่อยากให้น้องต้องตาบอดอยู่กับ OS แค่ตัวเดียวนะครับ
อย่างที่สาม การเรียนโปรแกรมมิ่งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องแรงก็ได้ครับ ย้ำนะครับว่าเรียน เพราะระหว่างเราหัดเขียนภาษา เราแทบไม่ได้ใช้อะไรไปนอกจาก Compiler ซึ่งกินแรมแทบไม่ถึงเมกนะครับ แต่กราฟฟิคหรืออนิเมชั่นก็อีกเรื่องนะครับ เอาเป็นว่า มันไม่ได้ต้องใช้ทุนสูงเท่าที่คิดหรอก เครื่องช้าเครื่องเต่าก็ได้ ถ้าไม่รำคาญมันซะก่อน
ไม่ได้อยากจะ Defend Apple หรือจะด่าสื่อนะครับ แค่อยากพูดในฐานะที่เป็น Programmer แล้วเห็นน้องๆสนใจทางเดียวกันกำลังหลงทางเท่านั้นเอง ถ้าโชคดีน้องคง Search Entry นี้เจอก่อนจะซื้อคอมนะครับ
Add comment ธันวาคม 20, 2008
มันจะมากไปแล้วมั้ง
บ้านเมืองตอนนี้ดูมันจะบ้าไปกันใหญ่แล้ว เริ่มต้นที่ความขัดแย้งของคนไม่กี่คน ลุกลามใหญ่โตกลายเป็นความขัดแย้งระดับประเทศ
ผมไม่อยู่ฝ่ายใด ผมไม่เชื่อว่าพันธมิตรเป็นผู้เสียสละ และผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลทักษิณไม่คอร์รัปชั่นไม่เอืื้อประโยชน์ให้ธุรกิจของตนเอง ผมเชื่อแค่ว่าทั้งหมดทั้งปวงเป็นผลจากการบ่มเพาะเชื้อในจิตใจคนเรา เชื้อที่ชื่อว่า “ทุจริต” ที่เกิดขึ้นในจิตใจของผู้คน เชื้อที่เติบโตอยู่ในตัวพ่อตัวแม่ทั้งหลาย ที่รวยเท่าไหร่ก็ไม่พอใจ ไม่รู้จักคำว่าพอเพียง และสิ่งเหล่านั้นก็เกิดจากการ “ทุจริต” ของคนหมู่มากในสังคม ทุจริตต่อระบบประชาธิปไตย ที่กล้าพูดกันมาปาวๆว่ามีสิทธิ์ตามระบบประชาธิปไตย แต่กลับไม่รู้จักหน้าที่ว่าอะไรคือสิ่งที่ “คนที่ีมีประชาธิปไตย์พึงกระทำกันแน่” ระหว่าง “ขายประชาธิปไตยของตนในราคาไม่กี่ร้อยแล้วก็มาชุมนุมขับไล่” กับ “เลือกใช้สิทธิ์ใช้เสียงของตนอย่างถูกต้องสมควรจริงๆ”
ผมเองเข้าใจว่าประเทศเราบ้านเรา การเมืองการปกครองมันน่าเบื่อ เพราะคนเดิมๆหน้าเดิมๆ ระบบเดิมๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรก้าวหน้าไป (แม้ว่าบางคนอาจจะชอบและดีใจที่ได้เห็นผลชัดเจนในรัฐบาลทักษิณ) และก็เข้าใจดีเรื่องการเข้าถึงข้อมูลของคนบ้านเรา (Information Gap) มันยังห่างกันมาก การที่เราจะได้ผู้นำดีๆจริงๆ คงเป็นเรื่องยากตราบใดที่เราแก้ปัญหาไม่ได้ แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นของเรื่องที่จั่วหัวเอาไว้ใน Entry นี้
ประเด็นที่อยากจะพูดก็คือ การที่พวกคุณพันธมิตรฯ ที่อ้างว่าเสียสละอย่างงั้นอย่างงี้ ปิดล้อมสนามบินอย่างนั้นอย่างนี้ ยึดโน่นยึดนี่ พวกคุณคงลืมไปว่าทำให้ใครเดือดร้อน และประเทศชาติเสียหายขนาดไหน ประเทศไทยเราต้องกลับเป้นประเทศด้อยพัฒนาไปก่อนหรือไงถึงจะสะใจกัน กล้าพูดได้ไงว่าชุมนุมอย่างสงบ สงบแล้วทำไมโรงเรียนต้องปิด สงบแล้วทำไมคนทำงานถึงทำงานกันไม่ได้ สงบแล้วทำไมเรื่องราวถึงได้บานปลายขนาดนี้
ที่ผมเขียนอยู่ตอนนี้เป็นวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2551 อีก 7 วันจะเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งของชนชาวไทย คือ “วันพ่อ” นะครับ ความแตกแยกของบ้านเมืองและการสร้างความเดือดร้อน ทำลายเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศชาติ นี่นะเหรอครับ สิ่งที่คุณจะถวายให้ “ในหลวง” พระองค์ผู้ทรงทุ่มเทพระวรกายให้กับประเทศชาติตลอดมา ทำลายสิ่งที่พระองค์สร้างตลอดมาให้พระองค์ดูในครบรอบพระชนม์มายุน่ะเหรอครับ อย่าบอกเลยครับว่ารักท่าน อย่าพูดเลยดีกว่าถ้าคุณทำโดยไม่คิดอย่างนี้ มันน่าอาย เมื่อปีที่แล้วต่างชาติตกตะลงในความจงรักภักดีของชาวไทยต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนนี้ภาพแบบนั้นยังเหลืออยู่ในหัวต่างชาติเขาบ้างไหม ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน
ก่อนจะจบ entry นี้ ผมขอบอกว่า “เราย้อนไปดูที่ตัวเองกันก่อนดีมั้ยครับ ต้นเหตุแท้จริงอยู่ที่ไหน แล้วเรากำลังทำอะไร เพื่อใคร” กันแน่
1 comment พฤศจิกายน 27, 2008
เกรียน!!
ไม่ใช่คำใหม่แต่อย่างใด แต่ก็ไม่ได้เก่าอะไรมากมาย เมื่อก่อนเป็นแค่คำนิยามคุณลักษณะต่างๆที่เกือบจะเรียบติดผื้นผิว อะไรประมาณนี้ แต่ปัจจุบันนี้ คำนี้ได้ถูกนำมาใช้นิยามลักษณะอาการของมนุษย์ได้เช่นกัน อาจกล่าวถึงอาการของคนที่ไม่มีวุฒิภาวะทางความคิด EQ ต่ำ ไม่มีความฉลาดทางอารมณ์ ไม่สามารถควบคุมการแสดงออกที่ไร้เหตุผลและการกลั่นกรองได้ รายละเอียดเพิ่มเติมหาอ่านได้มากมายเมื่อ Search ใน Google จะพบทั้งใน Wikipedia และเวบ Wiki อื่นๆอีกมากมาย
อยู่ๆที่ผมมาพูดเรื่องเกรียน เพราะอะไรน่ะเหรอ ? วันนี้สะดุกับคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ “เดลินิวส์” (วันที่ 1 ต.ค. 2551) คอลัมน์ พาดหัวคอมลัมน์ประจำวันว่า
“คู่หูคู่เกรียน”
อ่านแล้วพอดูรูปก็ขำทันที พร้อมทั้งคิดว่า “มันเหมาะซะนี่กะไรกับการใช้คำนี้กับบุคคลสองคนนี้” จะใครซะได้ก็คุณๆแกนนำทั้งหลายที่ปั่นป่วนกทม. อยู่ในขณะนี้
แม้ว่าในเนื้อหาคอลัมน์จะกล่าวถึงเรื่องของโหราพยากรณ์ของทั้งสองคน แต่นั่นผมก็ไม่ได้สนใจเท่ากับหัวคอลัมน์หรอก ก็อย่างที่ผมบอก ว่าคำว่า “เกรียน” ในปัจจุบันมันแปลได้หลายความหมายมากกว่าเดิม และที่ทำอยู่ ผมว่ามันก็ตรงกับคำนิยามเวอร์ชั่นใหม่ของคำคำนี้อยู่ซะเหลือเกิน ขอก๊อปปี้มาจาก Wikipedia เลยแล้วกันถึงบุคลิกภาพของอาการเกรียน
บุคลิกภาพของเกรียน
บุคคลที่อยู่ในสภาวะเกรียน อาจมีบุคลิกภาพต่อไปนี้มากกว่า 1 ข้อ
- มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ถึงขั้นที่เชื่อว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ หรือสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเอง
- มี EQ ต่ำ เนื่องจากจะแสดงออกตามอารมณ์เป็นที่ตั้ง โดยไม่คำนึงถึงเหตุผล มีความอดทนต่อสิ่งเร้าภายนอกน้อยกว่าบุคคลปกติ
- ใช้การแสดงออกทางวาจา (หรือข้อความที่พิมพ์) มากกว่าทางความคิด และใช้คำหยาบคายบ่อยครั้ง
- ไม่รู้จักมารยาทในสังคม สร้างความรำคาญและไม่คิดถึงความทุกข์ร้อนของคนรอบข้าง
- ชอบเรียกร้องความสนใจ สร้างประเด็นปัญหา ทำให้เกิดข้อขัดแย้งและการทะเลาะวิวาท
- มักจะรวมกลุ่มระหว่างเกรียนกันเอง เนื่องจากผู้อื่นไม่คบหาสมาคม
- ชอบคิดว่าผู้อื่นด้อยกว่าตน มักจะพยายามหาทางดูถูกผู้อื่นทุกด้าน และจะคิดว่าตนนั้นมีทุกอย่างสมบูรณ์เสมอ
- พบได้ทั่วไปตามบอร์ดเช่น บอร์ดประมูล และบอร์ดนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของเกรียน
…นี่มันเต็มๆเลยนี่หว่า นี่ขนาดเกรียนเดี่ยวยังขนาดนี้ แล้วมาเป็นคู่จะขนาดไหน ต้องคิดระดับความเกรียนยังไง บวก คูณ หรือยกกำลัง ?
ไม่รู้ว่าทำทำไม ไม่รู้ว่าต้องทำอีกแค่ไหนถึงจะพอ ออกมาเกรียนกันไม่ยอมหยุดหย่อน เดือดร้อนวอดวายเสียหายกันไปหมด พ่อค้าแม่ค้าขายของไม่ได้ รถราจราจรติดขัดเดินทางไม่ได้ ภาพลักษณ์ประเทศชาติเสียหาย ฯลฯ นี่หล่ะนะ ความเสียหายของการเกรียน มันเดือดร้อนไปทั่ว รู้จักแต่สิทธิ แต่ไม่เคยรู้จักหน้าที่ รู้ว่าไม่พอใจรัฐบาลก็ประท้วงขับไล่ได้(ในกรอบที่กำหนด) แต่พอเลือกตั้งก็ขายสิทธิ์ขายเสียงกัน แล้วจะมาโชว์เกรียนเอาเกือกอะไรกัน อ้างว่าทำเพื่อชาติเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาธิปไตย ประชาธิปไตยน่ะเขานับกันตอนนับบัตรเลือกตั้งโว้ย ไม่ได้มานับกันตอนรวมคนชุมนุม ไม่ขัดไม่เสียผลประโยชน์จะมาร่วมด้วยช่วยเกรียนกันแบบนี้มั้ย ถามจริงเหอะ
ลำพังแต่เหตุการณ์ทางใต้ประเทศชาติก็บอบช้ำเท่าไหร่แล้ว นี่โอลิมปิคมากลบข่าวพวกนี้ได้ซักพักนึง พอจบโอลิมปิกก็มาอีกละ อยากจะให้โอลิมปิกมีซัก 3 เดือนจริงๆ ต้องให้พวกมึงมาเป็นนายกกันเองมั้ยถึงจะพอใจเนี่ย จะได้เลิกๆประท้วงกันไปซะที ปฏิวัติได้ทีก็เอาใหญ่ เอะอะก็ประท้วง ด่าคนโน้นด่าคนนี้ ใช้แต่อารมณ์ไม่ใช้สมอง ไม่เรียกเกรียนให้เรียกอะไร อย่าบอกนะว่ามึงเล่นเกมเรียลลิตี้กันเฉยๆ
ที่พูดเนี่ย ไม่ได้เข้าข้างรัฐบาลหรอกนะ ไอนี่ก็ทนทานดีเหลือเกิน อยู่มากี่เดือนแล้วผลงานยังไม่มีให้เห็นซักกะอย่าง เห็นแต่เรื่องฉาวโฉ่ ทีเรื่องไม่เป็นเรื่องหล่ะทำดีนัก อะไรอร่อยที่ไหนอร่อยรู้หมด อะไรทำกินยังไงทำเป็นหมด แต่บริหารประเทศกูไม่เห็นแม่งทำอะไรได้เลย จนกว่าเดิม อดกว่าเดิม ลำบากกว่าเดิม กูว่าแล้วบริหารแค่กรุงเทพยังไม่ก้าวหน้าเลย ประสาอะไรกับประเทศชาติ เห็นแต่ข้าวของแพงนำ้มันแพง พูดอีกสิว่า “ผมไม่ใช่ OPEC จะไปทำอะไรได้” ถ้าคิดว่าทำอะไรไม่ได้ก็ออกๆมาเหอะหว่ะ อย่าอยู่ให้มันแย่ไปกว่านี้เลย สปิริตหน่อย เด็กๆกูยังเคยด่านะว่าหนีความรับผิดชอบ แต่ตอนนี้รู้และว่าถ้าไม่มีมันจะเป็นยังไง ไอ้ “สปิริต” เนี่ย
เฮ้อ Entry นี้ดุเดือดแฮะ ช่างเถอะ บลอกพรรค์นี้ใครเขาจะอ่านกันนักหนา
Add comment กันยายน 1, 2008
หน้าฝนผ่านไป จังหวะชีวิตเดิมๆก็กลับมา
อย่างที่เคยเขียนไว้ใน Entry เมื่อต้นปี เรื่องของสิ่งที่อยากจะทำในปีนี้ สิ่งหนึ่งที่อยากจะทำก็คือ “การออกกำลังกาย” อันที่จริงก็ทำอยู่เมื่อต้นปี แต่พอเริ่มเข้าหน้าฝนบวกกับเวลาเลิกงานที่ตายตัวคือ 5 โมงเย็น มันก็เลยไม่ได้วิ่งซะนาน อาทิตย์แรกก็หงุดหงิดอยากวิ่ง อาทิตย์ที่สองก็เริ่มชิน เฉยๆแล้วถ้าไม่ได้วิ่ง จนในที่สุดก็กลายเป็นความขี้เกียจในที่สุด ตอนนี้หน้าฝนผ่านไปแล้ว คิดว่าน่าจะเอาจังหวะชีวิตแบบนั้นกลับมาซะที
เริ่มกลับมาวิ่งได้สองวันแล้ว น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี ตอนนี้เริ่มรู้สึกอยากดึงจังหวะชีวิตเก่าๆกลับมาให้เหมือนเดิมซะที รวมถึงกลับมาทำ “เป้าหมายปี 2008″ ให้ได้มากที่สุดด้วย แต่ไม่รู้สิ พอชีวิตเดิมๆกลับมา ความรู้สึกสบายๆไม่ซีเรียส(กับเรื่องงาน) มันก็หายไปเหมือนกัน ตอนนี้กลับมาจริงจังกับงานและเครียดและเบื่ออะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับงานเหมือนเมื่อก่อน จากที่เคยหายเบื่อไปรอบนึงแล้ว (คงเพราะตอนนั้นคงปลง) พอตอนนี้เริ่มขันน๊อตตัวเองมันก็กลับมารู้สึกอีกครั้ง
ได้แต่หวังกับตัวเองว่าผมคงจะหาคำตอบให้กับตัวเองได้ในเร็ววัน เฮ้อ…
Add comment สิงหาคม 19, 2008
เรื่องแปลกประจำวัน
วันนี้มีเรื่องแปลกนิดหน่อย
เนื่องจากผมอัพเดต App บนเครื่องครั้งใหญ่หลังจากไม่ได้อัพมาซักเดือนกว่าๆเห็นจะได้ เมื่ออัพเสร็จก็ไม่ได้มีอะไรประหลาด จนกระทั่ง เปิดโปรแกรม Aperture ขึ้นแล้วพบว่า…
Aperture ถามหา Serial อีกครั้ง
…ตายหล่ะ ซวยแล้ว ก็เคยลงไปแล้วนี่หว่า แล้วจะถามอีกทำไมเนี่ย แล้วจะเอาจากไหนดี
จะถามจากไหนได้หล่ะ นอกจากพี่กุ๊ก(เกิล)ของเรา แล้วก็เจอผลเสิร์ชแปลกๆอยู่อันนึง ซึ่งมันอยู่ใน “Youtube” พอเข้าไปดูเท่านั้นแหละครับ โห มีให้ลองใช้หลายตัวมาก ผมก็เอามาใช้ซะเลย ใช้ได้ซะด้วยสิเจ๋งหว่ะ
และแล้ววันนี้ผมก็ได้รู้เวบ Serial อีกเวบนึง
…เรื่องมันก็มีแค่นี้แหละ ไม่มีอะไรมากหรอก
Add comment สิงหาคม 17, 2008
I’ve got it!! 4 แพร่ง DVD
หนังเรื่อง(ที่เขาว่ากันว่า)เยี่ยม แต่ผมก็พลาดไปดูที่โรง วันนี้เป็น DVD แล้วผมก็ไม่พลาดที่จะไปซื้อมาลองดูซักที
…ยอมรับเลยครับว่า เยี่ยมจริง!! สมคำร่ำลือ หลอนมากๆ ขนาดดูที่บ้านนะเนี่ย นี่ถ้าดูที่โรงนะ คงจะหลอนยิ่วกว่านี้อีก
มันไม่ใช่หนังผีที่น่ากลัว แต่เป็นหนังที่ให้อารมณ์ระทึกไปด้วยมากกว่า ไม่ใช่ว่าให้ลุ้นว่าผีจะออกมาตอนไหน แต่ให้มีอารมณ์ร่วมไปกับความกลัวของตัวละครมากกว่า ก็ตรงคอนเซปต์ของหนังนั่นแหละครับ “เมื่อความกลัวจู่โจมจากทุกทิศทาง”
เอาเป็นว่า หนังเรื่องนี้ไม่เน้นสะดุ้ง ไม่เน้นตกใจ ไม่เน้นความเละของผี(เพราะผีกราฟฟิกมันไม่เนียน ขัดๆไงก็ไม่รู้) แต่เน้นความกลัวจริงๆ อย่าเทียบกับชัตเตอร์(ไทย) เพราะอันนั้นเน้นปมเรื่องและลุ้นว่าผีมันจะมาตอนไหนและไปตอนไหนซะมากกว่า น่ากลัวนั่นแหละ แต่คนละอันกับเรื่องนี้ สรุปแล้ว 258 บาทกับหนังแผ่นนี้ ผมถือว่าไม่ขาดทุน
พูดถึงเรื่องของราคาหนังแล้ว เดี๋ยวนี้ราคา DVD หนังแบบของแท้ ถูกลิขสิทธิ์ไม่ได้แพงอะไรมากมายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เมื่อก่อนหนังแท้ซักแผ่น(หรือซักม้วนนึง) ราคาตั้งไม่รู้กี่ร้อย (500-700 แล้วแต่เร่ือง) ทั้งหนังไทยหนังเทศเลย แต่เดี๋ยวนี้แผ่นแค่สองร้อยกว่าบาท คุณก็ได้ DVD9 ของหนังเรื่องนั้นแล้ว หรือถ้าไม่เกี่ยงคุณภาพของภาพนัก VCD ก็ได้ ราคาไม่ถึงร้อยบาทด้วยซ้ำ ทั้งหนังไทยและเทศเลย ซึ่งราคานี้ผู้บริโภคอย่างเราๆก็น่าจะพอรับกันไหว
เข้าใจครับว่าบ้านเราข้าวยากหมากแพง หนังไม่ดูก็ไม่ตาย ยิ่งไม่ต้องซื้อต้องหาก็ยังหาดูได้ แต่ลองคิดหน่อยละกันครับ ว่าถ้าเราทำอย่างนี้กันมากๆ แล้วผู้ผลิตเขาจะเอาอะไรกิน จะโหลดมาลองฟังลองดูก็ไม่ว่ากันครับ เป็นเรื่องดีสำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่ีจะได้รู้ว่าที่แท้จริงหนังเรื่องนั้นดีหรือไม่ หรือเพลงอัลบัมนั้นเป็นยังไง เพราะแค่ซิงเกิลรเปล่า นอกนั้นห่วยหมด หรือดีแค่เทรลเลอร์ เอาจริงเรื่องห่วยมาก ถ้าดีถ้าชอบก็ช่วยๆกันอุดหนุนของจริงกันบ้าง ให้ผู้สร้างผู้ทำเขาได้มีกำลังใจกำลังทรัพย์กันบ้าง ส่วนของไม่ดีของสอดไส้ก็ปล่อยไปเดี๋ยวมันก็หายไปตามเวลาเอง เพลงหลายอัลบัมที่ผมโหลดมาฟังจนหนำใจก่อนแล้วค่อยซื้อ ซื้อมาก็ไม่แกะฟังเพราะฟังในเครื่องที่โหลดมาอยู่แล้ว หรือหนังบางเรื่องก็ซื้อทั้งที่เคยดูมาแล้ว หรือเคยดูจากแผ่นซูมมาแล้วก็มี เหมือนคนบ้า แต่ทำเพราะแค่อยากสนับสนุนกันบ้าง ก็แค่นั้นเอง
ฝ่ายผู้ผลิตก็ช่วยๆกันพัฒนาให้ดีด้วยละกันนะครับ อย่ายัดไส้มากนัก จะเพราะก็เพราะให้ทั้งอัลบัมหน่อย โคเวอร์น้อยหน่อยก็ดี เอาเพลงเก่ามาร้องไม่เสียหายแต่ช่วยสร้างความต่างและความไพเราะด้วย เพลงอัลบัมเก่ากว่าอย่าเอามารวมลงอัลบัมใหม่ด้วย เพิ่งเห็นอัลบัมใหม่ๆอยากจะซื้อเห็นแล้วเลิกเลย เพราะรู้สึกเหมือนโดนเอาเปรียบ
อย่างว่านะครับ มันจะ Win-Win ได้มันต้องมีจิตสำนึกกันทั้งสองฝ่าย
** ทำไม่ Entry นี้มันนอกประเดนจังหล่ะเนี่ย
Add comment สิงหาคม 9, 2008
I Love Yoghurt
เมื่อวานระหว่างที่ผมนั่งทำงานพร้อมๆกับทานโยเกิร์ตอยู่นั้น “น้องฝน” ที่เข้ามาเอาสรุปเปเปอร์มาให้ช่วยดูให้หน่อยว่าเป็นยังไงก็ถามผมว่า
น้องฝน : “พี่ตอง ทำไมพี่ตองชอบกินโยเกิร์ตหล่ะ ผู้ชายไม่กี่คนหรอกนะที่ชอบกินโยเกิร์ต”
ผมก็งงสิครับ จริงเหรอเนี่ย ที่ผู้ชายเขาไม่ค่อยกินโยเกิร์ตกัน ผมว่ามันก็อร่อยดีออกนะ
ผม : “ก็กินแล้วมันขับถ่ายดี อร่อยด้วย(หมายถึง โยเกิร์ตนะครับที่อร่อย ไม่ใช่ไอที่ขับถ่าย)”
น้องฝน : “พี่ก็ไปกินยาคูลท์สิ ขับถ่ายดีกว่าอีก”
ผม : “ยาคูลท์ดูดสองลมหายใจก็หมดแล้ว กินโยเกิร์ตนี่ยังกินได้นานมั่ง”
น้องฝน : “อ่อ กินเอาอิ่มด้วยนี่เอง”
อันที่จริงเรื่องโยเกิร์ตผมก็ไม่ค่อยรู้ซักเท่าไหร่หรอก รู้แต่ว่ามีประโยชน์ ส่วนผมกินเพราะมันอร่อย(ฮา) กับกินแล้วไม่ท้องเสีย(บางทีกินของประเภทนมๆแบบนี้แล้วท้องเสีย) แต่จากคำถามของน้องฝนทำให้ผมคาใจแล้วก็ต้องเข้า Google เพื่อเสิร์ชทันทีว่าผมจะกินมันไปเพื่ออะไร และก็ได้ผลดังนี้
- บ้านไหนที่สมาชิกในบ้านแพ้นมวัวก็สามารถรับประทานโยเกิร์ตแทนได้ เพราะแบคทีเรียที่เติมลงไปจะช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสให้กลายเป็นกรดและแลคติก และย่อยโปรตีนให้กลายเป็นกรดอะมิโน ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ง่ายขึ้น ช่วยลดปัญหาการแพ้นม ท้องเสีย ท้องเดิน และรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
- โยเกิร์ตช่วยยับยั้งไม่ให้แบคทีเรียที่เป็นโทษในลำไส้อันตรายต่อร่างกายได้
- โยเกิร์ตอุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
- แบคทีเรียแลคโตบาซิลัสสามาถช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็งและเปลี่ยนสารฟลาโวนอยด์จากพืชให้เป็นสารต้านมะเร็ง จึงช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้ทางหนึ่ง
- แบคทีเรียสำคัญในโยเกิร์ตสามารถช่วยควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้
ที่มา : http://www.elib-online.com/doctors49/food_yogurt001.html
น่ีไง ประโยชน์ของโยเกิร์ต ประโยชน์ที่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงก็สามารถรับได้เหมือนๆกัน ว่าแล้วก็มากินโยเกิร์ตกันวันละถ้วยดีกว่านะคร้าบ ;)
Add comment กรกฎาคม 31, 2008
Congratulation Silpakorn University ( and me ^^ )
ห่างหายจากการเขียน Blog ไปสองวัน เนื่องจากต้องไปซ้อมรับปริญญาของมหาวิทยาลัย ศิลปากร นะครับ
ยินดีกับเพื่อนๆ SU ทุกคนด้วย(รวมถึงตัวผมเอง)
วันซ้อมรับปริญญาเหนื่อยมากๆๆ แต่ไม่ใช้เพราะซ้อมเหนื่อยหรอกนะ ถ่ายรูปเหนื่อยมากกว่า(ฮา)
ตอนซ้อมไม่เหนื่อยหรอก เพราะนั่งรอสองชั่วโมง เพื่อจะขึ้นไปทำท่ารับพระราชทานปริญญา 3 วินาที แถมทำผิดอีก 555+
ตอนถ่ายรูปนี่สิ กับแดดร้อนๆ เสื้ออบๆ (ใส่ตั้ง 3 ชั้น สีดำอีกตะหาก) เหนื่อยสุดๆ เหงื่อเป็นอาบน้ำมาเลยแหละ
…แต่สนุกและมีความสุขสุดๆเลย
…ขอบคุณเพื่อนๆทุกคน อุตส่าห์ดั้นด้นมาไกลขนาดนี้ เพื่อมาถ่ายรุปกันแค่ 4-5 รูป
…ขอบคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านที่ให้ความรู้ผม จนผมผ่านมาได้และมีวันวันนี้
…และขอบคุณที่สุด คือ พ่อ แม่ พี่สาว ที่สนับสนุนให้ผมได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ สนับสนุนอุปกรณ์การเรียน(ที่มันไม่ใช่น้อยเลย) สนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหลาย(ที่รวมกันแล้วไม่รู้ตั้งเท่าไหร่) สนับสนุนแม้แต่ชีวิตให้ผมได้เกิดมา
Congratulation กับเพื่อนๆทุกคนอีกครั้งด้วย ยินดีด้วยจริงๆหว่ะ
จากนี้ไป ก็เป็นการทำงานแล้วสิินะ สู้ๆเว้ยยยยยยย
Add comment กรกฎาคม 18, 2008
อยู่อย่างว่างเปล่าหรือตายเพื่อบางสิ่ง ภาค 2
อันที่จริงไม่ได้ตั้งใจจะเขียนภาคสองเลยนะ แต่มันมีเรื่องให้เขียนขึ้นมาจริงๆ
อันนี้เป็น Forward Mail จากยุ้ย เป็นเรื่องของสถานการณ์ภาคใต้เหมือนกัน
เรื่องจิงของทหารเกณฑ์ที่ลงไป 3จังหวัดภาคใต้ นี่เป็นบทสนทนากับรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่งเล่นบอลที่สนามเดียวกันมาหลายปี แต่เค้าติดเกณฑ์ทหารโดยถูกส่งลงไปประจำการที่ 3 จังหวัดชายแดน
>> ข้างสนามฟุตบอลแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ อาทิตย์ 9 มีนาคม 2551 เวลา 16:30 น.
T : อ้าว เฮ๊ย!!! ไอ้ N นี่หว่า เป็นไงมั่งล่ะมิง พ้นเกณฑ์ทหารรึยังเนี่ย
N : ยังเลยพี่ เพิ่งกลับจากใต้
T: อ่าวเหรอ เป็นไงมั่งล่ะ ทางใต้
N: โหดดีพี่ ชุดผมรอดกลับมา 49 คน ไปกัน 100 คน ใส่โลงกลับมา 51 คน
G: โอ๊วว สาดดด มึงรอดมาได้ไงวะเนี่ย ดวงดีสุด
N: เออพี่ ดวงล้วน ๆ เลย เป็นทหารเกณฑ์ไปใต้แล้วรอดกลับมาได้นี่ โดนระเบิดไปซะครึ่ง อีกครึ่งโดนยิง ไอ้ที่กลับมาได้ 49 เนี่ย พิการไปอีกเป็น 10 นะพี่ โดยมากจะขาขาด
T: อ่าวเฮ้ย… อะไรมันจะขนาดนั้นวะ ดูในข่าวก็เห็นเงียบๆลงไปตั้งเยอะนี่
N: เงียบเชี่ยอะไรพี่ พวกผมลาดตระเวนยิงกับพวกแม่งเกือบทุกวัน ผมรบในป่า มันไม่มีนักข่าวตามไปทำข่าวอะดิ นักข่าวมันอยู่แต่ในเขตเมืองกะชานเมืองพี่
B : อืม ๆ แล้วจะพ้นเกณฑ์เมื่อไหร่วะเนี่ย
N: อีกปีนึงพี่ ตอนนี้เค้าให้กลับมาสั่งเสียทางบ้าน ฮ่าๆ ๆ ๆ เดี๋ยวเดือนพฤษภาไปอีกรอบ
G: ยังจะตลกได้นะมืง
N: โหยพี่… ปลงแล้ว ไปนี่ต้องไปแบบไม่คิดว่าจะรอด ไม่งั้นเครียด นี่เค้าให้กลับมาพักผ่อน แล้วก็ฝึกอีกหน่อย เดี๋ยวก็ลงไปลุยกะพวกแม่งต่อ ตอนนี้ผมยิงไรเฟิลให้มันโค้งได้แล้วนะพี่ เจ๋งมะ
B: แสรด… ไม่ใช่ลูกบอล จะได้ปั่นให้โค้งได้
N: เฮ๊ยย ได้จริง ๆพี่ เวลายิงต้องกะเวลาตอนที่กระสุนมันอยู่กลางลำกล้องแล้วส่ายปากกรอก ยิงกลางคืนนี่โค้งเห็นๆ เลยพี่
G: เออ เชื่อมึงก็ได้ แล้วหน่วยมึงใช้ปืนอะไรวะ อย่าบอกนะว่า HK
N: ไม่อ่ะพี่ หน่วยผมใช้ M16A2 หวังผลได้ประมาณ 100-200 เมตร ผมแม่นนะพี่ แต่อย่างว่า เวลาลุยกันจริง ๆ ไม่ได้เล็งหรอก รู้แต่ว่ายิง ๆ ยัด ๆไปแถว ๆ นั้นแหละ ไม่มีใครโผล่หัวขึ้นไปเล็งศูนย์หรอก
T : เอา RED DOT ไหม กูมี กูยกให้เลย
N: ไม่เอาอ่ะพี่ บอกแล้วว่าไม่ได้เล็ง
B: แล้วในชุดลาดตระเวนของมืงมีพวก Minimi รึพวก Sniper ไปด้วยรึปล่าววะ
N: อ๋อ พวก Minimi จ่าเป็นคนถือ ส่วนพวกSniper มันเดินแยกไปต่างหาก 2 คน ไม่ค่อยได้ยิงเท่าไหร่หรอกพวกนี้ โดยมากถ้าเจอก็แจ้งตำแหน่งกันเฉยๆ พวกผมเอา M16 เข้าลุยอย่างเดียวเลย นี่เดือนหน้าจะได้ M4 มาใช้แล้ว พานท้ายแบบปรับได้ด้วยนะ
T: แล้วกระสุนล่ะวะ เค้าให้กี่นัดอ่ะ
N: เท่าที่ขนไหวพี่ แต่พวกผมชอบเอาไปคนละ 5 แมก เผื่อไว้ก่อน ยิงกันจริง ๆ ส่วนใหญ่ก็ 2-3 แมก
G: แล้วระเบิดล่ะวะ
N: แรก ๆ ก็ 2ลูก ตอนหลังมันบอกงบหมด เหลือคนละลูก
T: เชี่ย งบเนี่ยนะหมด เห็นว่างบกลาโหมปีที่แล้วอย่างเยอะ
N: เออ ไม่รู้เหมือนกันพี่ มีให้แค่ไหนก็ใช้แค่นั้นแหละ
T: แล้วเสื้อเกราะกับหมวกล่ะ เห็นเค้ารับบริจาคกัน มีให้ใส่รึปล่าว
N: มีครับ แต่ผมไม่ค่อยใส่กันหรอก เอาตัวเบา ๆ วิ่งเร็วๆไว้ก่อน วิ่งช้าแล้วโดน AK ยิงนี่ เกราะไม่มีผลเลยพี่
B: อ้าวมันกันไม่ได้เหรอวะ
N: แฉลบ ๆ น่ะได้พี่ ถ้าไปโดนตรง ๆ ก็ร่วงล่ะ ใส่หมวกนี่หันซ้ายหันขวายาก มองยาก แล้วเวลายิงก็หนวกหูด้วย มีเด็กพิษณุโลกคนนึงมันใส่ครบทุกอย่าง วิ่งช้า โดนเข้าไปตรงต้นคอ เรียบร้อยครับ แบกกลับได้เลย บางคนก็โดนทะลุหมวก หัวกระจาย
B : ไม่โดด ๆ ๆ ๆ เอาวะ
T: แสรด ไม่ใช่ Counter strike
G: เป็นไงล่ะมึง ก่อนลงไปล่ะเห็นเล่นจังเลย ไอ้ BATTLE FIELD
N: เจอเข้าเองเลย ฮ่า ๆ ๆ ๆ ผมเคยเดินลาดตระเวนไปเจอมันฝึกกันอยู่เลยนะ ไอ้พวกหัวหน้ามันน่ะ ทหารเก่าของเราทั้งนั้นแหละ พวกรบพิเศษเลยด้วย มันปีนขึ้นต้นไม้เอาหัวทิ่มดินได้อ่ะ อย่างเทพ มันฝึกเอาไว้ซุ่มรอเราอยู่บนต้นไม้ แต่ไม่มีปัญหาพี่ เอา M79 สอยเอา
T: แล้วในมุมมองมึง มันจะสงบเมื่อไหร่วะเนี่ย
N: ล้างเผ่าพันธุ์สถานเดียวพี่ ไม่มีทางเลือกแล้ว เลือกเอา จะยกให้มันรึจะ ฆ่าแม่งให้หมด ออกลูกออกหลานกันยั้วเยี้ยเต็มพื้นที่แล้วพี่ ปราบไม่หมดหรอก รอแต่ว่าเมื่อไหร่จะได้ไฟเขียว ถ้าได้ไฟเขียวเราชนะหายห่วง แต่นี่พวกแม่งเช้า ๆ กรีดยาง สาย ๆ ฝึก ตกดึกออกมาล่อเราละ มันมีเมียได้ 4 คน พวกนี้มันจะเอาลูกที่เกิดกับเมียคนแรกมาเรียนในกรุงเทพ ให้เป็นมันสมอง ส่วนลูกที่เกิดกะเมียคนต่อๆ ไปนี่มันให้เข้าปอเนาะ พออายุ13-14 แบกปืนไหวก็ต้องออกมารบกันแล้ว แล้วมีกฎว่าเรายิงก่อนไม่ได้ด้วยนะพี่ ต้องรอมันยิง เราถึงจะสวนได้ แต่ก็ไม่มีใครเค้าสนกันหรอกพี่ เจอแล้ว คุ้น ๆ หน้า ผมใส่ก่อนล่ะ ยิ่งตอนนี้มันทะลึ่งไปฆ่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ แล้วพวกป่าไม้เค้าถือคติประมาณว่า ถ้ามาทำอะไรกับพวกป่าไม้ เหมือนทำร้ายพวกที่เหลือทั้งหมด พวกที่เหลือ เค้าจะเอาคืนให้หนักกว่าเดิมหลายเท่า ป่าไม้นี่อย่างโหดนะพี่ ยิงก่อนถามทีหลัง คว้านท้องแขวนไว้บนต้นไม้หน้าหมู่บ้านมันเลย แต่ผมว่าก็ดีนะ ปราม ๆเด็ก ๆ มันไว้มั่ง ไม่งั้นมันไม่กลัวหรอก ถ้าจับเป็นแป๊บเดียวเดี๋ยวมันก็ออกมายิงพวกผมใหม่ เด็กบางคนนะ มันโดนลูกหลงระเบิดพวกเดียวกันนั่นแหละ ผมไปช่วยแบกมันวิ่งออกจากพื้นที่ ช่วยทำแผล พอมันลุกได้ มันจะกลับบ้าน แม่งหันกลับมาชี้หน้าผม แล้วทำท่าเอามือปาดคอ เพื่อนบางคนก็โดนทำท่าเอาปืนเล็งใส่ แต่ไม่เป็นไร ผมจำหน้ามันได้ละ เดี๋ยวลงไปอีกรอบค่อยไปเก็บแม่ง
G : เฮ่ย โหดว่ะ
N: ไม่โหดหรอกพี่ ไม่งั้นมันยิงพวกเราได้อีกเป็น 10
G : เอาพระพุทธชินราชไหมวะ พี่มีนะ เดี๋ยวถอดให้เลย สร้อยทองไม่ให้นะเว๊ย ฮ่า ๆ ๆ ๆ
N: ไม่เอาอ่ะพี่ เก็บไว้เหอะ คนที่มันจะตาย ผมเห็นแม่งห้อยทุกอย่าง ทั้งเกราะ ทั้งพระ กระจายหมดพี่
B : แล้วมีสวัสดิการไหมวะ แบบค่าเสี่ยงภัยอะไรประมาณนี้
N : ไม่มีอ่ะพี่ ได้เงินเดือนธรรมดานี่แหละเค้าว่าไม่มีงบ แต่มีประกันชีวิตให้นะ ถ้าตายห่าไปที่บ้านก็ได้แสนนึง ตำรวจดิพี่สบาย สวัสดิการเพียบ รอทหารเคลียร์หมด เข้าไปถ่ายรูปกะนักข่าวอย่างเดียวเลย แล้วก็กลับบ้านนั่งรอยศขึ้น ถ้าไม่ทะลึ่งออกไปไหนดึกๆ คนเดียวไม่ตายหรอกพี่
T: แล้วถ้าพ้นเกณฑ์มืงจะไปสอบเป็นพวกนายสิบอะไรรึปล่าววะ
N: ไม่เอาอ่ะพี่ เงินเดือนพอๆ กะพนักงาน 7-eleven ผมทำงาน 7-eleven ดีกว่า ไม่ต้องวิ่งหนีลูกปืนและระเบิด พอมันรู้ว่าเราโมฯรถให้กันแรงระเบิดได้ 5 กิโล พวกแม่งอัดดินมา 15 กิโลเฉย วันนั้น Humvee ที่ผมนั่งพลิกเลยนะพี่ ดีนะ มันพลิกเฉย ๆ เลยยังพอยิงสวนได้ ไอ้พวกไปกะรถปิคอัพนี่ ลอยอย่างสูง ผมเคยขี่มอเตอร์ไซค์ตามหลัง แม่งลอยสูงจริงๆ พี่ ฮ่า ๆ ๆ ๆ
T : ตลกเหรอวะเนี่ย
N : แต่เดี๋ยวดูตอนพ้นเกณฑ์อีกทีพี่ คิดไว้เยอะไม่ได้ เดี๋ยวอีก 4-5 เดือนถ้าถ้าผมมาเตะบอลกะพวกพี่อีกรอบ ค่อยมาคุยกันเรื่อง ผมจะทำมาหาแดกอะไรดีกว่า
T: เออ ว่ะ ให้รอดเว๊ย
G : พระคุ้มครองนะมึง
N : ขอบคุณครับพี่
B :เออ 5 โมงละ เตะบอลดีกว่า
นี่เป็นบทสนทนากับรุ่นน้องคนหนึ่ง ซึ่งเล่นบอลที่สนามเดียวกันมาหลายปี แต่เค้าติดเกณฑ์ทหารโดยถูกส่งลงไปประจำการที่ 3 จังหวัดชายแดน ไม่รู้จะแนะนำมันยังไง ไม่รู้จะช่วยมันยังไง ได้แต่รับรู้และนำมาบอกเล่าให้เพื่อนๆ ชาวไทยคนอื่น ได้รับรู้ถึงชีวิตทหารเกณฑ์ที่จะถูกส่งไปลาดตระเวน ถูกส่งไปตายก่อนเมื่อเกิดเหตุ ตอนคุยกับมันน่ะสนุกสนานครับ แต่ผมเชื่อว่า พอกลับบ้านไปแล้วมีเวลานอนคิด แต่ละคนที่ร่วมสนทนากับน้องเค้า คงต้องเกิดความรู้สึกอะไรในใจบ้างไม่มากก็น้อย จากเด็กธรรมดาที่เล่นฟุตบอลด้วยกัน เล่นวินนิ่ง เล่นเกมเหมือนเด็กทั่วไป จีบสาว มีแฟน ต้องไปสู่พื้นที่ที่มีความขัดแย้งรุนแรง เศร้าว่ะครับ…
– ร่วมส่งกำลังใจให้เค้ากันครับ ยังไง ผมจะปริ๊นท์กระทู้นี้เอาไปให้น้องเค้าและเพื่อนๆในหน่วยอ่าน ซึ่งไม่รุ้ว่ามันจะเวิร์คไหม อย่างน้อยให้เค้ารู้ว่า ถึงทีวีจะไม่ลงข่าวทหารเกณฑ์ เวลาตายก็เป็นกรอบเล็กๆ อยู่ในหนังสือพิมพ์ที่ยอดขายไม่สูง แต่ยังมีคนไทยอีกหลายๆ คนได้รับรู้ถึงคนที่เสียสละที่แท้จริง ขอบคุณครับ ……………………………………….
สะท้อนความเป็นจริงได้หลายอย่างดีนะครับ คนไปเสี่ยงตายได้เงินเดือนเท่าพนักงานเซเว่น แล้วคนนั่งเก้าอีกหล่ะ
…เฮ้อ ช่างเถอะ ขอให้พี่ๆปลอดภัยกันทุกคนละกันนะครับ
Add comment กรกฎาคม 15, 2008
