Posts filed under ‘Philosophy’

Book Review : อัจฉริยะสร้างสุข

ออกมาอีกแล้วสำหรับหนังสือซีรี่ส์ “อัจฉริยะ” ของคุณ “หนูดี วนิษา เรซ” โดยคราวนี้โฟกัสกันด้วยเรื่องของ “ความสุข” โดยเนื้อหาก็จะแนวเหมือนๆกับเล่มก่อนๆ ที่ออกเป็น ทฤษฎีที่อ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายๆ เกี่ยวกับกลไกของสมอง ตามด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับความสุขในรูปแบบต่างๆ บอกเล่าผ่านประสบการณ์ของคุณหนูดี ที่ำได้จากการเรียนที่มหาลัย ฮาร์วาร์ด กับอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงหลายๆคน

คนเก่งแล้วจะมีความสุขหรือเปล่า คนไม่เก่งจะไม่มีความสุขรึไม่ การมีความรักอย่างมีความสุขทำอย่างไร คู่มือการใช้ชีวิตให้ทุกๆวันมีความสุขแบบที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยอ้างอิงสไตล์คุณหนูดี จะมาช่วยให้คุณมีความสุขในทุกๆวันธรรมดา

จากที่ผมอ่านแล้ว หนังสือเล่มนี้เชื่อมโยงกับหนังสือหลายๆเล่มที่ผมเคยอ่าน อย่างเช่น The Secret, เข็มทิศชีวิต 2 หรือแม้แต่เล่มที่ยังไม่ได้อ่านอย่าง “วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน 2” ผมมองว่ามันคือเี้รื่องเดียวกันเลยนะครับ ต่างกันในแง่ของการอธิบายเท่านั้นเอง

The Secret จะอธิบายความสุขในแง่ของความเชื่อและศรัทธา ยกตัวอย่างคนที่สำเร็จได้เหมือนปาฏิหาริย์ ส่วนเข็มทิศชีวิตจะพูดถึงความสุขผ่านหลักธรรม ออกแนวทำให้เข้าใจและปล่อยวาง ออกธรรมะ แต่ของคุณหนูดีจะอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ มีเหตุผลการทดลองรับรอง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรต่างกันเลย

หนังสือเล่มนี้เป็นคู่มือความสุขที่ดีอีกเล่มนึง ถ้าอยากมีความสุขแบบอัจฉริยะก็ต้องเล่มนี้เลยครับ ช่วยคุณได้แน่นอน

Spoil : The Secret เหมือนกันตรงเรื่องของการกล่าวขอบคุณกับสิ่งรอบๆตัว ส่วน เข็มทิศชีวิต 2 เหมือนกันตรงเรื่องการเรียนรู้ความทุกข์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดเพื่อให้เราเรียนรู้ (เหมือนเป๊ะเลย ไม่รู้คุณหนูดีอ่านเหมือนกันรึเปล่า)

มิถุนายน 9, 2009 at 1:15 pm 1 ความเห็น

นิทานเรื่อง “หมากับกระดูก” กับความสุขในตนเอง

ผมเพิ่งอ่านหนังสือจบไปเมื่อคืน เรื่อง “The Key” ของ “Jo Vitally” ใน The Key บทสุดท้ายมีนิทานเรื่องนึงเกี่ยวกับความสุขในตนเองที่ผมชอบอยู่เรื่องนึง ขออนุญาต Copy ส่วนหนึ่งมาจากหนังสือเลยแล้วกันนะครับ

The key cover

“สุนัขตัวหนึ่งได้ไปเจอกระดูกชิ้นหนึ่งโดยบังเอิญ มันคิดกับตัวเองว่า “ยัม…กระดูกหวานอร่อยเลย” มันเอากระดูกใส่กราม ขย้ำลงไป แล้วกระดูกก็แตกออกเป็นชิ้นคมๆในปากมัน มันเป็นกระดูกแห้ง! ชิ้นที่แห้งคมนี้บาดเหงือกของมันจนเลือดไหล ขณะที่ปากของมันเลือดไหล มันก็ลิ้มรสชาติเลือดของมันเองแล้วก็ให้ความดีความชอบกับกระดูก โดยคิดว่า “โอ้โฮ มันเป็นกระดูกที่หวานหอมจริงๆ แต่มันเจ็บแฮะ” แล้วมันก็กัดหนักลงไปเรื่อยๆ ลิ้มรสชาติเลือดของมันเอง รู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นและยังคงยกความดีความชอบให้กับกระดูกนั่น”

สิ่งที่นิทานเรื่องนี้บอก ก็คล้ายๆกับนิทานที่ผมหรือใครๆก็น่าจะเคยได้รับ หรือเคยได้อ่านทั่วๆไป เรื่องที่ “คุณยายหาเข็มเย็บผ้า” ที่เข็มเย็บผ้าตกในห้องแต่ออกมาหาเข็มเย็บผ้าที่หน้าบ้านเพราะมีแสงไฟมากกว่านั่นหละครับ เรื่องนี้ก็ออกทำนองเดียวกัน

เรื่องนี้สอนให้เรารู้ง่ายๆแค่ว่า ความสุขของเรานั้นแท้จริงอยู่ที่ใจครับไม่ใช่สิ่งภายนอก มันอยู่ที่ตัวเรา ก็เท่านั้นเอง

กรกฎาคม 6, 2008 at 9:12 am ใส่ความเห็น

“เรา” คือ “อะไร” ในเทอมของ “พลังงาน”

…เคยคิดบ้างรึเปล่าครับ ว่า “เรา” คือ “อะไร” เกิดมาเพื่อ “ทำอะไีร”

ผมเชื่อว่าทุกคนคงมีซักเสี้ยววินาทีนึงแหละครับ ทุกๆคนเลย ที่เคยคิดแบบนี้ บางครั้งอาจจะตอนเสียใจแบบสุดๆจนแทบอยากตาย ว่า “ชีวิตกูจะเกิดมาเพื่ออะไรกัน” หรืออาจจะตอนที่ดีใจสุดๆ ช่วงประสบความสำเร็จ อารมณ์ว่า “ต่อจากนี้ ถึงตายก็ไม่เสียดายแล้ว เพราะบรรลุหน้าที่ในชีวิตแล้ว” อะไรทำนองนั้น

ผมก็เคยคิดครับ ว่าคนเราคืออะไรกันแน่ และเกิดมาเพื่อทำอะไรกันแน่ มีหนังสือชื่อดังเล่มนึงที่ให้คำตอบหนึ่งกับผม หนังสือเล่มนั้นคือ “เดอะ ซีเครต” ที่เขียนโดย Rhonda Byrne  ที่โด่งดังนั่นแหละครับ สิ่งที่ เดอะ ซีเครตตอบผมก็คือ

The Secret

“เราคือพลังงาน ร่างกายคือภาชนะ และหน้าที่ของเราก็คือทำิ่สิ่งที่เราต้องการนั่นแหละ”

ดูสั้นและง่าย(และกำปั้นทุบดิน)ใช่มั้ยครับ แต่ที่ผมเชื่ออยู่อย่างนึง คือที่ว่า้ “เราคือพลังงาน” นั่นแหละครับ

ทำไมผมถึงเชื่อหล่ะ เพราะการที่เราคือพลังงาน มันสามารถอธิบายสิ่งต่างๆเหนือธรรมชาติได้ครับ ไม่ว่าจะเป็น “กฎแห่งกรรม”, “พลังจิต” หรือแม้แต่ “ผี”

ตามกฎของ “พลังงาน” พลังงานจะไม่สลายไปไหน แต่จะ “เปลี่ยนสภาพ” ไปเป็นพลังงานอีกรูปแบบหนึ่ง ตามหลักของฟิสิกส์ทั่วไป หากต้องการอธิบายเรื่องของ “คน” ในเทอมของ “พลังงาน” เกี่ยวกับ “พลังจิต” ก็คือ เราเพิ่มพลังงาน (หมายถึงความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ฯลฯ) เข้าไปควบคุมร่างกายให้สามารถทำอะไรได้มากกว่าปกติ คล้ายๆกับการเพิ่มแรงดันไฟ หรือปรับตัวคูณ Bus ตอนเรา Overclock เครื่องคอมพิวเตอร์นั่นแหละครับ อันนี้ผมพูดไม่ได้พูดในเรื่องของการใช้พลังจิตให้ของลอยได้หรืองอช้อนได้ด้วยการมองเฉยๆนะครับ อันนั้นไม่รู้เหมือนกัน เพราะผมก็ทำไม่เป็น

หรือหากกล่าวเรื่องของ “คน” ในเทอมของ “พลังงาน” เกี่ยวกับ “กฎแห่งกรรม” ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่คุณก่อกรรมชั่วกับใครซักคน เขาเกลียดเขาโกรธคุณ เขาสร้างพลังงานลบออกมา และพยายามส่งพลังงานลบไปรบกวนพลังงานของคุณ คล้ายๆกับคุณเป็นจอมอนิเตอร์แล้วคุณโดนแม่เหล็กมาวางใกล้ๆนั่นแหละ ภาพสัญญาณก็จะถูกรบกวนใช่มั้ยครับ ส่งมาเรื่อยๆไม่ว่าจะนานแค่ไหน กี่ปี กี่เดือน หรือจะกี่ชาติก็ตาม จนกว่าการส่งพลังงานมันจะส่งสำเร็จนั่นแหละ และเมื่อคุณถูกพลังงานลบรบกวน คุณก็อาจเกิดความผิดปกติ คุณอาจจะแค่ป่วยนิดหน่อยหรือไม่ก็ซวยเกิดอุับัติเหตุ หรือจะยังไงก็ได้ที่ทำให้ชีวิตคุณไม่เป็นสุขนั่นแหละ แล้วพอมีใครมาทำให้คุณเป็นแบบนั้น คุณโกรธคุณแค้นคุณก็ส่งพลังงานลบกลับไปให้เขา กลับไปกลับมาแบบนี้ไม่มีสิ้นสุด ก็ทำนองนี้แหละครับ กฏแห่งกรรม

พระท่านถึงบอกไงครับ “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” “พลังงานลบก็ย่ิอมระงับโดยการไม่ส่งพลังงานลบกลับไป”

หรือหากกล่าวเรื่องของ “คน” ในเทอมของ “พลังงาน” เกี่ยวกับ “ผี” ก็คล้ายๆกรณีกฏแห่งกรรมครับ จากกฎของพลังงานคือเรื่องของพลังงานที่จะไม่สลายไปไหน ก็คือ เมื่อสิ้นชีวิต หมายความว่ากายเนื้อที่เป็นภาชนะหมดสภาพการใช้งานแล้ว พลังงานจึงต้องออกมาจากภาชนะ กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “วิญญาณ” นั่นแหละครับ คราวนี้ วิญญาณจะเป็นยังไง จะแสวงหาภาชนะใหม่ หรือที่เรียกว่า “ไปเกิดใหม่” หรือ “สู่สุขติ” หรือ “เร่ร่อน เป้นวิญญาณอาฆาต” ก็แล้วแต่ชนิดของพลังงานเมื่อออกมาจากร่าง ถ้าเป็นพลังงานบวกซะเป็นส่วนมาก เช่น สบายใจ หมดห่วง ก็คงจะไปกรณี “สู่สุขติ” หรือ “เกิดใหม่” แต่ถ้าเป็นพลังงานลบ เช่น อาวรณ์ ห่วง หรือ เคียดแค้น ก็คงจะไปในกรณี “เป็นวิญญาณเรร่อน(หรือเป็นวิญญาณประจำที่) หรือวิญญาณอาฆาต” นั่นเอง

ก็จะอธิบายได้ในทำนองนี้

มิถุนายน 28, 2008 at 7:48 am ใส่ความเห็น


del.icio.us For iPhone dev

Post Calendar

สิงหาคม 2019
พฤ อา
« ธ.ค.    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031